ครั้งพระศาสดา  เสด็จประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์พระนครหลวงแห่งมคธชนบท  
ได้มีการประชุมใหญ่แห่งพระสาวกคราวหนึ่ง  เรียกว่า จาตุรังคสันนิบาต  แปลว่าการประชุมมีองค์ ๔ คือ

พระสาวกผู้เข้าประชุมนั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว นับเป็นองค์ ๑,  
พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ สาวกครั้งแรกผู้ได้รับอุปสมบทที่พระศาสดาประทานเอง  นับเป็นองค์ ๑,  
พระสาวกเหล่านั้นไม่ได้นัดหมาย ต่างมาพร้อมกันเข้าเอง  นับเป็นองค์ ๑,  
พระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาท  ซึ่งเรียกว่า  โอวาทปาฏิโมกข์  ย่อหัวใจพระพุทธศาสนาแสดง  นับเป็นองค์ ๑,  

	มหาสันนิบาตนี้ได้มีแล้ว ณ เวฬุวนาราม  ในวันมาฆปุรณมีดิถีเพ็ญแห่งมาฆมาสคือเดือนสาม  
ที่เป็นวันทำพิธีศิวราตรีของพวกพราหมณ์  เวลาบ่าย.  
	การประชุมนี้มีชื่อเล่าลือมาในพระศาสนาจนถึงยกขึ้นกล่าวเป็นพระเกียรติของพระศาสดา
ในมหาปทานสูตร (ที. มหา. ๑๐/๑) และเป็นอภิลักขิตสมัยที่ทำบูชาของวัดทั้งหลาย  เรียกว่ามาฆบูชา.

	โอวาทปาฏิโมกข์นั้น  เป็นคำประพันธ์ ๓ คาถากึ่ง  
	คาถาที่ ๑ แสดงว่า  ขันติ  คือความอดทน  เป็นตบะอย่างยอด,  
ท่านผู้รู้กล่าวนิพพานว่าเป็นยอด, บรรพชิตผู้ฆ่าผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น  
ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ.  
	ข้อที่ทรงยกขันติขึ้นตรัสนั้น  แสดงว่าศาสนธรรมคำสอน
ของพระองค์  เป็นไปเพื่อให้อดทนต่อเย็นร้อนหิวระหาย  ถ้อยคำให้ร้าย
ใส่ความด่าว่า  และทุกขเวทนาอันแรงกล้าเกิดแต่อาพาธ,  
	ข้อที่ทรงสรรเสริญนิพพานว่าเป็นยอดนั้น  แสดงว่าผลแห่งการปฏิบัติ
พุทธศาสนาเป็นอย่างสูงนั้น คือทำใจไม่ให้ตัณหาคือความอยากรัดรึงไว้ได้,  
	ข้อที่ตรัสติบรรพชิตผู้ฆ่าผู้เบียดเบียนสัตว์ว่าไม่เป็นสมณะนั้น  
แสดงว่าศาสนธรรมของพระองค์เป็นไปเพื่อมีเมตตากรุณาในสัตว์ทั้งปวง.  

	คาถาที่ ๒ แสดงว่า  ไม่ทำบาปทั้งปวง  ยังกุศลให้บริบูรณ์  
ยังจิตของตนให้ผ่องใส  เป็นศาสนธรรมคำสอนของท่านผู้รู้.
	ข้อที่ห้ามการทำบาปและให้บำเพ็ญกุศลนั้น  แสดงว่าพระพุทธศาสนา
ไม่เป็นแต่เพียงสอนให้เว้นจากความชั่วเท่านั้น  ยังสอนให้ทำดีด้วย  
ไม่ใช่เพียงเว้นจากฆ่ากัน เบียดเบียนกันแล้วเป็นได้บุญ  
ยังการช่วยอุปถัมภ์บำรุงชีวิตและความสุขของกันและกันด้วย, 
	ข้อที่ทรงยกการทำจิตให้ผ่องใสขึ้นตรัสนั้น
แสดงว่าความบริสุทธิ์เป็นคุณที่นิยมในพระพุทธศาสนา.  

	คาถาที่ ๓ กับอีกกึ่งว่า  ความไม่พูดข้อนขอดกัน 
ความไม่ประหัตประหารกัน  ความสำรวมในปาฏิโมกข์  
ความรู้จักประมาณในอาหาร  ความเสพที่นอนที่นั่งอันสงัด  
ความประกอบในทางจิตอย่างสูง  เป็นคำสอนของท่านผู้รู้. 
	ข้อที่ทรงยกหกข้อนี้ขึ้นตรัสนั้น  แสดงว่าการพูดข้อนขอดกันก็ดี  
พูดเสียดแทงกันก็ดี  ทะเลาะกันก็ดี  การชกกันตีกันก็ดี  ไม่เป็นการดี
สำหรับหมู่สมณะ,  อันสมณมณฑล  สมควรมีขนบธรรมเนียม
เป็นเครื่องนำความประพฤติอันดีสงบเรียบร้อย  ไม่เป็นผู้เห็นแก่กิน
ยินดีในที่เงียบ  บำเพ็ญภาวนารักษาจิตให้เป็นสมาธิ  โอวาทปาฏิโมกข์
มีความสังเขปดังกล่าวมาฉะนี้.

	สาวกผู้เที่ยวสอนพระพุทธศาสนา  คงจะยกเอาธรรม
ในโอวาทปาฏิโมกข์นี้  บทหนึ่งหรือหลายบทขึ้นแสดงโดยอนุรูปแก่บริษัท.
	ได้ยินว่า พระศาสดาเองก็ทรงยกขึ้นตรัสประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์
ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน  มางดเสียเมื่อได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์เอาสิกขาบท
ที่ทรงบัญญัติไว้  มาสวดในที่ประชุมแทน  เรียกว่าสวดปาฏิโมกข์แล้ว.